|
กรีฑานับเป็นกีฬาเก่าที่เกิดมาพร้อมกับมนุษย์ เพราะแต่ก่อนมนุษย์ไม่รู้จักทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง ไม่รู้จักสร้างที่พัก ตลอดจนสร้าง |
|||||||||||
|
เครื่องนุ่งห่มเหมือนมนุษย์ปัจจุบัน
มนุษย์สมัยนั้นต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ และความดุร้ายของสัตว์ป่านานาชนิดและมีที่อยู่อาศัยแห่งเดียวกัน
คือ
|
|||||||||||
|
ถ้ำ ซึ่งเรียกว่า "มนุษย์ชาวถ้ำ" (Cave
man) และที่แห่งนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของการกีฬา
โดยที่มนุษย์เหล่านี้ต้องป้องกันตัวเองจากสัตว์ร้าย
|
|||||||||||
|
บางครั้งต้องวิ่งเร็วเพื่อให้พ้นจากสัตว์ร้ายการวิ่งเร็ว หากเทียบกับปัจจุบันก็คือการวิ่งระยะสั้น
หากการวิ่งหนีต้องใช้เวลาในการวิ่งนาน ๆ ก็คือ
|
|||||||||||
|
การวิ่งระยะยาวหรือวิ่งทน
|
|||||||||||
|
การวิ่งในที่นี้อาจรวมไปถึงการวิ่งเพื่อไล่จับสัตว์มาเป็นอาหารหรือการต่อสู้ระหว่างเผ่า
ในบางครั้งขณะที่วิ่งมีต้นไม้หรือก้อนหิน
|
|||||||||||
|
ขวางหน้า
ถ้าเป็นที่ต่ำก็สามารถกระโดดข้ามได้ ปัจจุบันคือ การกระโดดข้ามรั้ว
และกระโดดสูง ถ้าต้องการกระโดดข้ามได้อย่างธรรมดาจำเป็น
|
|||||||||||
|
ต้องหาไม้ยาวๆ
มาปักกลางลำธารหรือแง่หิน และโหนตัวข้ามไปยังอีฝั่งหนึ่ง
กลายเป็นการกระโดดค้ำ การใช้หอกหรือแหลนหลาวที่ทำด้วยไม้
|
|||||||||||
|
ยาวๆ เป็นอาวุธพุ่งฆ่าสัตว์
ปัจจุบันก็กลายมาเป็นพุ่งแหลน หรือการเอาก้อนหินใหญ่ๆ มาทุ่มใส่สัตว์ ขว้างสัตว์
กลายมาเป็นการขว้างจักรในปัจจุบัน
|
|||||||||||
|
จึงเห็นได้ว่าการ วิ่ง กระโดด
ทุ่ม พุ่ง ขว้าง เหวี่ยง ที่พ่อแม่
หรือหัวหน้าเผ่าสั่งสอนถ่ายทอดให้ในสมัยนั้นมีไว้เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันใน
|
|||||||||||
|
ปัจจุบันก็มีเช่นเดียวกัน
ซึ่งผู้ทำหน้าที่นี้คือ ครูอาจารย์และโค้ชนั่นเอง
|
|||||||||||
|
สมัยกรีก
ชาวกรีกโบราณเป็นผู้ริเริ่มการเล่นกีฬาขึ้นหลายอย่าง เมื่อราว 1,000
ปี ก่อนคริสต์กาล กรีก คือชนเผ่าหนุ่มซึ่งอพยพมาจาก
|
|||||||||||
|
ทางเหนือเข้ามาอยู่ในคาบสมุทรบอลข่าน
และตั้งรกรากปะปนกับชาวพื้นเมืองเดิม แล้วสืบเชื้อสายผสมกันมาเป็นชาวกรีก
ต่อมากรีกได้เจริญรุ่งเรือง
|
|||||||||||
|
จนถึงขีดสุดในด้านต่างๆ
ทั้งด้านปรัชญา วรรณคดี ดนตรี และการพลศึกษา โดยเฉพาะด้านการพลศึกษา
นับว่ามีบทบาทสำคัญในชีวิตความเป็น
|
|||||||||||
|
อยู่ของชาวกรีก อย่างยิ่ง
|
|||||||||||
|
เนื่องจากประเทศกรีกมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่เต็มไปด้วยภูเขา
ความเป็นอยู่ในสมัยนั้นจึงเป็นไปอย่างหยาบๆ กรีกจะแบ่งออกเป็นรัฐ
|
|||||||||||
|
โดยแต่ละรัฐปกครองตนเอง
และเมื่อแต่ละรัฐคิดที่จะแย่งกันเป็นใหญ่ จึงมีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ รัฐที่สำคัญและเข้มแข็งมีอยู่สองรัฐคือ เอเธนส์
|
|||||||||||
|
และสปาร์ต้า
ชาวกรีกมีความเชื่อในพระเจ้าต่างๆ หลายองค์ด้วยกัน เช่น
|
|||||||||||
![]() 1. เทพเจ้าซีอุส (Zeus) เป็นประธานหรือพระเจ้าองค์ใหญ่ที่สุดในบรรดาพระเจ้าทั้งหลาย |
|||||||||||
|
|
|
||||||||||
|
ชาวกรีกเชื่อว่าเทพเจ้าเหล่านี้สถิตอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส (Olimpus) คล้ายกับเป็นผู้ชี้ชะตาของชาวกรีก ชาวกรีกจึงพยายามที่ |
|||||||||||
|
จะเอาใจ ทำความเข้าใจ
และสนิทกับพระเจ้า โดยการบวงสรวงหรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อฉลองพระเกียรติของพระเจ้าเหล่านั้น ดังนั้นเวลา
|
|||||||||||
|
กระทำพิธีหรือมีงานฉลองมหกรรมใด ๆ ชาวกรีกจะจัดการแข่งขันกีฬาขึ้น ณ บริเวณยอดเขาโอลิมปัส
แต่ต่อมาคนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
|
|||||||||||
|
จึงย้ายสถานที่ลงมาที่ราบเชิงเขาโอลิมปัส
เพื่อเป็นการถวายความเคารพบูชาต่อเทพเจ้าซีอุส
ประธานแห่งเทพเจ้าทั้งหลายของตนอย่ามโหฬาร
|
|||||||||||
|
อนึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการบวงสรวงตามพิธีการทางศาสนาแล้ว
ก็มีการจัดการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ
ขึ้นดังได้กล่าวมาแล้วซึ่งการแข่งขันจะไม่มี
|
|||||||||||
|
พิธีรีตรองอะไรมากนัก
เป็นเพียงแข่งขันไปตามที่กำหนดให้เท่านั้นผู้ชนะของการแข่งขันก็ได้รับรางวัล
ความมุ่งหมายในการแข่งขันของกรีก
|
|||||||||||
|
สมัยนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พลเมืองมีสุขภาพสมบูรณ์
และมีร่างการที่สมส่วนสวยงาม
|
|||||||||||
|
เมื่อกรีกเสื่อมอำนาจลงและต้องตกอยู่ภายใต้การครอบตรองของชนชาติโรมัน
การกีฬาของกรีก เริ่มเสื่อมโทรมลงตามลำดับ-
|
|||||||||||
|
ถึงปี พ.ศ. 937
ธีโอดอซีอุส มหาราชแห่งโรมัน ประกาศห้ามชาวกรีก ประชุมแข่งขันกีฬาอีก
จึงทำให้การเล่นกีฬาของกรีกต้องล้มเลิกไปเป็น
|
|||||||||||
|
เวลานานถึง 15
ศตวรรษ
|
|||||||||||
|
สมัยโรมัน
ต่อมาในปลายสมัยของโฮเมอร์ มีชนเผ่าหนึ่งมาตั้งรกรากอยู่บนฝั่งแม่น้ำไทเบอร์
ด้านตะวันออกของกรีก ซึ่งภายหลัง
|
|||||||||||
|
ได้กลายเป็นพวกโรมันชาตินักรบ
มีความกล้าหาญอดทน และมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ขึ้นมาพร้อมๆ
กับความเสื่อมลงของประเทศกรีก ชาวโรมันนิยม
|
|||||||||||
|
และศรัทธาพลศึกษามากเป็นชีวิตจิตใจ
เขาถือว่าพลศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิตประจำวัน
ชาวโรมันฝึกฝนบุตรของตนมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
|
|||||||||||
|
ให้มีความสามารถในเชิงดาบ
โล่ห์ แหลน ในการสู้รบบนหลังม้า รวมทั้งการต่อสู้ประเภทอื่น ๆ
สนามฝึกหัดกีฬาเหล่านี้เรียกว่า แคมปัสมาร์ติอุส
|
|||||||||||
|
(Campusmartius) เป็นสนามกว้างใหญ่อยู่นอกตัวเมือง
และมีสถานฝึกแข่งว่ายน้ำสำคัญเรียกว่า เธอร์มา (Therma) และมีสนามกีฬา
|
|||||||||||
|
แห่งชาติขนาดใหญ่ในกรุงโรมที่จุคนได้ถึง
200,000
คน เรียกว่า โคลิเซี่ยม (Coliseum)
|
|||||||||||
![]() ![]() |
|||||||||||
|
ชาวโรมันชายทุกคนต้องเป็นทหารในยามสงคราม
เขาจึงฝึกพลศึกษาการต่อสู้แบบต่าง ๆ ในค่ายฝึกเสมอ ด้วยผลแห่งการฝึก
|
|||||||||||
|
พลศึกษา การกีฬา
และเชิงรบแต่เยาว์วัยของประชาชน โรมันจึงมีกองทัพอันเข้มแข็ง และสามารถแผ่อำนาจเข้าครองดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์-
|
|||||||||||
|
เรเนียน
และยุโรปตะวันตกบางตอน รวมขึ้นเป็นราชอาณาจักรโรมัน (The
Roman Empire) ต่อมาราชอาณาจักรโรมันก็เสื่อมลงเนื่องจาก
|
|||||||||||
|
สาเหตุหลายประการ
การเสื่อมความนิยมในพลศึกษาซึ่งเป็นมูลเหตุสำคัญข้อหนึ่งเพราะชาวโรมันกลับ
เห็นว่าพลศึกษาเป็นของต่ำจึงเลิกเล่น
|
|||||||||||
|
กีฬาหันไปใช้พวกทาสแกลดิเอเตอร์
(Gladiators)
ต่อสู้กันเองบางครั้งก็ต่อสู้กับสัตว์ร้ายและเห็นว่าการศึกษาวิชาการมีประโยชน์กว่าวิชา
|
|||||||||||
|
พลศึกษา
ดังนั้นโรมันจึงกลายเป็นชาติที่อ่อนแอ จนถึงกับใช้ทหารรับจ้างในยามศึกสงครามแล้วในที่สุดก็พ่ายแพ้แก่ชนชาวติวตัน
(Tue
Ton)
|
|||||||||||
|
อันเป็นชาติที่นิยมกีฬากลางแจ้ง
และมีร่างการแข็งแรงสมบูรณ์
|
|||||||||||
|
สมัยปัจจุบัน พ.ศ. 2435
นักกีฬาชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง มีฐานันดรศักดิ์เป็น บารอน เปียร์ (บางท่านอ่านว่าปิแอร์)
เดอ กูแบรแตง
|
|||||||||||
|
(Baron Piere de Coubertin) ท่านผู้นี้มีความสนใจในการกีฬาอย่างยิ่ง
ได้พิจารณาเห็นว่าการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศเป็นการเชื่อม
|
|||||||||||
|
ความสามัคคี
ผูกมัดสัมพันธภาพระหว่างชาติต่างๆ ที่ร่วมการแข่งขันด้วยกัน เป็นการสมาคมชั้นสูง
เพื่อแลกเปลี่ยนจิตใจของนักกีฬาอันแท้จริง
|
|||||||||||
|
ต่อกัน
ไม่มีการผิดพ้องหมองใจกัน
ซึ่งการแข่งขันกีฬาโอลิมเปียดสมัยโบราณได้ยุติลงเมื่อ พ.ศ. 935
เป็นเหตุที่ทำให้ห่วงสัมพันธภาพในการ
|
|||||||||||
|
กีฬาขาดสะบั้นลง
และเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง
|
|||||||||||
|
ท่านผู้นี้จึงได้เชื้อเชิญสหายคือ
ศาสตราจารย์ W. Stone แห่งสหรัฐอเมริกา
Victor Black แห่งสวีเดน Dr. Jiriguch
|
|||||||||||
|
แห่งโบเฮาเมีย Sir
Johe Astenley แห่งบริเตนใหญ่ ร่วมกันเปิดการประชุมกีฬาโอลิมปิกขึ้นใหม่ โดยยึดเอาอุดมคติแห่งความยุติธรรม
|
|||||||||||
|
อ่อนโยน
สุภาพ มั่นคง และกำลังเป็นมูลฐานตามวัตถุประสงค์ของ
โอลิมเปียดโบราณที่ว่า Citus, Altius, Fortius
(เร็ว, สูง, แรง)
ผู้สนใจ
|
|||||||||||
|
การกีฬาคณะนี้ได้ปรึกษาหารือกัน
จนกระทั่งวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.
2437 จึงได้เกิดการประชุมใหญ่
ระหว่างผู้แทนประเทศต่าง ๆ ที่เมือง
|
|||||||||||
|
เซอร์มอนน์
ประเทศฝรั่งเศส และได้ประกาศตั้งคณะกรรมการโอลิมปิกระหว่างประเทศ
(International Olympic Committee) และ
|
|||||||||||
|
ตกลงกันให้มีการชุมนุมกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกของสมัยปัจจุบันที่กรุงเอเธนส์
ประเทศ กรีก ใน พ.ศ. 2439 บารอน
เปียร์ เดอ กูแบรแตง ได้มอบ
|
|||||||||||
|
คำขวัญให้ไว้แก่การแข่งขันโอลิมปิกสมัยปัจจุบันนี้ว่า
"สาระสำคัญในการแข่งขันโอลิมปิก ไม่ใช่การชนะ
แต่สำคัญอยู่ที่การเข้าร่วมแข่งขัน 4 ปี
|
|||||||||||
|
ต่อ 1 ครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันระหว่างประเทศในเครือสมาชิก"
โดยความคิดของ บารอน เปียร์ เดอ กูแบรแตง ที่ได้รื้อฟื้นการแข่งขัน
|
|||||||||||
|
โอลิมปิกขึ้น
มิใช่เฉพาะเพื่อชัยชนะของผู้แข่งขันเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญ คือ
การเข้าร่วมก่อให้เกิดสุขสันติภาพระหว่างชาติ และก้าวไปสู่สันติของโลก
|
|||||||||||
|
ประวัติการแข่งขันกรีฑาในประเทศไทย |
|||||||||||
|
การแข่งขันกรีฑาภายในประเทศไทย
ได้เริ่มจัดให้มีการแข่งขันเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2440 พิธิเปิดการแข่งขันกรีฑานักเรียน
|
|||||||||||
|
ครั้งแรกในประเทศไทยนี้
คณะกรรมการ และบรรดา นักเรียนในกรุงเทพฯ
ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
|
|||||||||||
|
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนิน มาทรงเป็น ประธานเปิดงาน และทอดพระเนตรการแข่งขัน
|
|||||||||||
|
กรีฑานักเรียน ณ ท้องสนามหลวง
นับตั้งแต่นั้นมากระทรวงธรรมการ ได้พยายามจัดให
้มีการแข่งขัน กรีฑานักเรียนเป็นประจำตลอดมา ปี พ.ศ.
|
|||||||||||
|
2476 รัฐบาลตั้งกรมพลศึกษาขึ้น
กรมพลศึกษามีนโยบายส่งเสริมการกีฬาและการกรีฑาของชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
หลังจากตั้งกรมพลศึกษา
|
|||||||||||
|
ขึ้นมาแล้ว กีฬาและกรีฑา
ได้รับการสนับสนุนจัดให้มีการแข่งขันหลายประเภท เช่น กรีฑาระหว่างโรงเรียน
กรีฑาระหว่างมหาวิทยาลัย และกรีฑา
|
|||||||||||
|
ระหว่างประชาชน ปี พ.ศ. 2494 ได้จัดตั้งสมาคมกรีฑาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
ซึ่งอยู่ในความอุปการะของกรมพลศึกษา รับช่วงงานการ
|
|||||||||||
|
แข่งขันกรีฑาประเภทมหาวิทยาลัย
ประชาชนไปดำเนิน งานแทนในปี พ.ศ. 2504 ได้จัดตั้งองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทยขึ้น มีหน้าที่
|
|||||||||||
|
โดยตรง
ในการส่งเสริมกีฬาประชาชน โดยจัดให้มีการแข่งขันกีฬาเขตทุก ๆ ปี หมุนเวียนกันไป
แต่ละ จังหวัด ในการแข่งขันกีฬาเขตนี้ (ปัจจุบัน-
|
|||||||||||
|
เปลี่ยนชื่อเป็นการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ)
ถือว่ากรีฑาเป็นกีฬาหลักที่ต้องมีการแข่งขันทุกครั้ง
|
|||||||||||
กติกากรีฑา
หลักเกณฑ์ในการแข่งขันตามกติกา ดังนี้
ประเภทลู่
1. ประเภทวิ่ง 100ม.,200ม.,400ม.,ข้ามรั้ว 100ม.,ข้ามรั้ว 110ม.
2. ประเภทวิ่ง 400ม.,800 ม.,วิ่งผลัด 4x100ม.,วิ่งผลัด 4x400ม.
3. ประเภท 1,500ม.
4. ประเภท 3,000ม.,วิ่งวิบาก 3,000ม.
5. ประเภท 5,000 ม.
6. ประเภท 10,000ม.
การแข่งขันวิ่งผลัด
1. เขตรับส่งไม้คทามีระยะทาง 20ม. โดยถือไม้คทาเป็นเกณฑ์ไม่เกี่ยวกับขา แขน ลำตัวของนัก กีฬา
2. การแข่งขันวิ่งผลัด 4x200ม. นักกีฬาคนที่ 1และ2 จะต้องวิ่งช่องวิ่งของตนเองเท่านั้น คนที่ 3 จะวิ่งในช่องวิ่งของตนเองจนกระทั่งถึงเส้นตัด (เส้นโค้งแรกประมาณ 120 ม.)
3. การแข่งขันวิ่งผลัด 4x400 ม. คนที่ 1 วิ่งในช่องวิ่งของตนเองเท่านั้น คนที่ 2 วิ่งในช่องวิ่งของตน เองจนระทั่งถึงเส้นตัด ซึ่งอยู่ในแนวเส้นชัย คนที่ 3 และ 4 จะยืนคอยรับในเขตรับระยะรวมเท่านั้น เมื่อนักกีฬาทีมใดวิ่งมาถึงจุด 200 ม.ก่อน ทีมนั้นจะสามารถยืนคอยรับคทาจากด้านในของลู่วิ่ง เรียงตามลำดับออกมา
4. ถือไม้คทาด้วยมือตลอดการแข่งขัน หลังส่งไม้คทาแล้วควรอยู่ในช่องวิ่งของตนเองหรือภายใน เขตรับส่งจนกว่าทางวิ่งจะไม่มีนักกีฬา
5. สามารถเปลี่ยนนักกีฬาได้ 2 คนจะต้องมีรายชื่อในการแข่งขันครั้งนั้น
6. กรณีการแข่งขันวิ่งผลัด 4x100 ม.,4x400 ถ้ามีทีมแข่งขันไม่เกิน 5 ทีมให้ไม้แรกวิ่งโค้งเดียว แล้วตัดเข้าช่องในได้
การแข่งขันวิ่งข้ามรั้ว
นักกีฬาจะต้องวิ่งข้ามรั้วทั้งหมด 10 รั้ง ตลอดระยะทางการแข่งขัน สิ่งต้องห้าม - วิ่งข้ามรั้วเพียงขาข้างเดียว และห้ามใช้มือผลักดันรั้วหรือใช้ขาเจตนาถีบรั้วให้ล้ม
การแข่งขันประเภทลาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
1. การแข่งขันประเภทกระโดด - กระโดดสูง,เขย่งก้าวกระโดด,กระโดดสูง,กระโดดค้ำถ่อ
2. การแข่งขันประเภททุ่ม พุ่ง ขว้าง - ทุ่มน้ำหนัก,ขว้างจัก,ขว้างฆ้อน,พุ่งแหลน
กติกาการแข่งขันกระโดดไกล
การแข่งขัน นักกีฬากระโดดในขั้นที่ดีที่สุดของแต่ละคน จะถือเป็นสถิติ รวมทั้งตัดสินเสมอ กันของอันดับที่ 1 ด้วย นักกีฬากระโดดลงในบ่อทรายแล้วต้องออกไปข้างหน้าหรือด้านข้างเท่านั้น
กติกาการแข่งขันเขย่งก้าวกระโดด
ประกอบด้วยเขย่ง การก้าว และการกระโดด การเขย่งจะต้องใช้เท้าเดียวกับที่เหยียบ กระดานลงสู่พื้น
กติกาการกระโดดสูง
จะต้องกระโดดด้วยเท้าข้างเดียว สามารถกระโดดได้ไม่เกิน 3 ครั้ง จะหมดสิทธิ์ในการแข่ง ขันความสูงต่อไป นักกีฬาที่ชนะเลิศสามารถเลือกความสูงได้ตามต้องการ
กติกาการแข่งกระโดดค้ำถ่อ
หากกระโดดไม่ผ่าน 3 ครั้งถือว่าหมดสิทธิ์ ห้ามใช้ผ้ายางพันมือหรือนิ้วมือ ยกเว้นบาดเจ็บ การแข่งขันในขั้นที่ดีที่สุดถือว่าเป็นสถิติ
กติกาการแข่งขันทุ่มน้ำหนัก
นักกีฬาเข้าแข่งขันมากกว่า 8 คน การแข่งขันคนละ 3 ครั้ง ผู้ทำสถิติดีที่สุดทำการแข่งขัน รอบสุดท้ายถ้าไม่เกิน 8 คน คนละ 6 ครั้ง
ทำการฝึกซ้อมได้ไม่เกิน 2 ครั้ง
ต้องทุ่มภายในบริเวณวงกลม
ลูกน้ำหนักต้องทุ่มออกไปจากไหล่ด้วยมือข้างเดียว โดยลูกน้ำหนักต้องสัมผัสหรืออยู่ชิดคาง และมือต้องไม่ลดต่ำกว่าไหล่เลยไปด้านหลัง ขณะจะทุ่มลูกน้ำหนักออกไป
การฟาล์ว เมื่อเข้าไปในวงกลมเพื่อทำการทุ่มแล้วสัมผัสภายนอกวงกลมหรือขอบบนของไม้ขวาง หรือขอบบนไม้ขวางหรือขอบบนของวงกลม
จะต้องวางอุปกรณ์ไว้ด้านนอกหรือภายในวงกลมแล้วเดินออกด้านหลัง
ห้ามใช้ผ้ายางพันนิ้ว มือ 2 นิ้วหรือมากกว่าเข้าด้วยกันยกเว้นบาดเจ็บ
ห้ามสวมถุงมือและสามารถใช้สารทามือได้
สามารถคาดสายเข็มขัดหนังหรืออุปกรณ์อื่นที่จำเป็นว่าเหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ของกระดูกได้
ห้ามฉีดสเปรย์หรือสารบางอย่างในวงกลมหรือรองเท้า
ลูกน้ำหนักต้องอยู่ภายในเส้นรัศมี และต้องไม่ออกจากวงกลมจนกว่าลูกทุ่มน้ำหนักจะตกถึงพื้น
กติกาการขว้างจักร
จักรจะต้องตกภายในเส้นรัศมี
ห้ามออกนอกวงกลมจนกว่าจักรจะตกถึงพื้นครั้งแรกสมบูรณ์แล้ว
ต้องไม่ฉีดสเปรย์หรือสารบางอย่างในวงกลมหรือรองเท้า
ห้ามใช้ผ้ายางพันนิ้ว มือ 2 นิ้วหรือมากกว่าเข้าด้วยกันยกเว้นบาดเจ็บ
สามารถคาดสายเข็มขัดหนังหรืออุปกรณ์อื่นที่จำเป็นว่าเหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ของกระดูกได้
จักรที่ขว้างออกไปแล้ว ห้ามขว้างกลับมาให้ถือกลับมาที่วงกลม
ห้ามออกนอกวงกลมจนกว่าจักรถึงเส้น
1. ประเภทวิ่ง 100ม.,200ม.,400ม.,ข้ามรั้ว 100ม.,ข้ามรั้ว 110ม.
2. ประเภทวิ่ง 400ม.,800 ม.,วิ่งผลัด 4x100ม.,วิ่งผลัด 4x400ม.
3. ประเภท 1,500ม.
4. ประเภท 3,000ม.,วิ่งวิบาก 3,000ม.
5. ประเภท 5,000 ม.
6. ประเภท 10,000ม.
การแข่งขันวิ่งผลัด
1. เขตรับส่งไม้คทามีระยะทาง 20ม. โดยถือไม้คทาเป็นเกณฑ์ไม่เกี่ยวกับขา แขน ลำตัวของนัก กีฬา
2. การแข่งขันวิ่งผลัด 4x200ม. นักกีฬาคนที่ 1และ2 จะต้องวิ่งช่องวิ่งของตนเองเท่านั้น คนที่ 3 จะวิ่งในช่องวิ่งของตนเองจนกระทั่งถึงเส้นตัด (เส้นโค้งแรกประมาณ 120 ม.)
3. การแข่งขันวิ่งผลัด 4x400 ม. คนที่ 1 วิ่งในช่องวิ่งของตนเองเท่านั้น คนที่ 2 วิ่งในช่องวิ่งของตน เองจนระทั่งถึงเส้นตัด ซึ่งอยู่ในแนวเส้นชัย คนที่ 3 และ 4 จะยืนคอยรับในเขตรับระยะรวมเท่านั้น เมื่อนักกีฬาทีมใดวิ่งมาถึงจุด 200 ม.ก่อน ทีมนั้นจะสามารถยืนคอยรับคทาจากด้านในของลู่วิ่ง เรียงตามลำดับออกมา
4. ถือไม้คทาด้วยมือตลอดการแข่งขัน หลังส่งไม้คทาแล้วควรอยู่ในช่องวิ่งของตนเองหรือภายใน เขตรับส่งจนกว่าทางวิ่งจะไม่มีนักกีฬา
5. สามารถเปลี่ยนนักกีฬาได้ 2 คนจะต้องมีรายชื่อในการแข่งขันครั้งนั้น
6. กรณีการแข่งขันวิ่งผลัด 4x100 ม.,4x400 ถ้ามีทีมแข่งขันไม่เกิน 5 ทีมให้ไม้แรกวิ่งโค้งเดียว แล้วตัดเข้าช่องในได้
การแข่งขันวิ่งข้ามรั้ว
นักกีฬาจะต้องวิ่งข้ามรั้วทั้งหมด 10 รั้ง ตลอดระยะทางการแข่งขัน สิ่งต้องห้าม - วิ่งข้ามรั้วเพียงขาข้างเดียว และห้ามใช้มือผลักดันรั้วหรือใช้ขาเจตนาถีบรั้วให้ล้ม
การแข่งขันประเภทลาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
1. การแข่งขันประเภทกระโดด - กระโดดสูง,เขย่งก้าวกระโดด,กระโดดสูง,กระโดดค้ำถ่อ
2. การแข่งขันประเภททุ่ม พุ่ง ขว้าง - ทุ่มน้ำหนัก,ขว้างจัก,ขว้างฆ้อน,พุ่งแหลน
กติกาการแข่งขันกระโดดไกล
การแข่งขัน นักกีฬากระโดดในขั้นที่ดีที่สุดของแต่ละคน จะถือเป็นสถิติ รวมทั้งตัดสินเสมอ กันของอันดับที่ 1 ด้วย นักกีฬากระโดดลงในบ่อทรายแล้วต้องออกไปข้างหน้าหรือด้านข้างเท่านั้น
กติกาการแข่งขันเขย่งก้าวกระโดด
ประกอบด้วยเขย่ง การก้าว และการกระโดด การเขย่งจะต้องใช้เท้าเดียวกับที่เหยียบ กระดานลงสู่พื้น
กติกาการกระโดดสูง
จะต้องกระโดดด้วยเท้าข้างเดียว สามารถกระโดดได้ไม่เกิน 3 ครั้ง จะหมดสิทธิ์ในการแข่ง ขันความสูงต่อไป นักกีฬาที่ชนะเลิศสามารถเลือกความสูงได้ตามต้องการ
กติกาการแข่งกระโดดค้ำถ่อ
หากกระโดดไม่ผ่าน 3 ครั้งถือว่าหมดสิทธิ์ ห้ามใช้ผ้ายางพันมือหรือนิ้วมือ ยกเว้นบาดเจ็บ การแข่งขันในขั้นที่ดีที่สุดถือว่าเป็นสถิติ
กติกาการแข่งขันทุ่มน้ำหนัก
นักกีฬาเข้าแข่งขันมากกว่า 8 คน การแข่งขันคนละ 3 ครั้ง ผู้ทำสถิติดีที่สุดทำการแข่งขัน รอบสุดท้ายถ้าไม่เกิน 8 คน คนละ 6 ครั้ง
ทำการฝึกซ้อมได้ไม่เกิน 2 ครั้ง
ต้องทุ่มภายในบริเวณวงกลม
ลูกน้ำหนักต้องทุ่มออกไปจากไหล่ด้วยมือข้างเดียว โดยลูกน้ำหนักต้องสัมผัสหรืออยู่ชิดคาง และมือต้องไม่ลดต่ำกว่าไหล่เลยไปด้านหลัง ขณะจะทุ่มลูกน้ำหนักออกไป
การฟาล์ว เมื่อเข้าไปในวงกลมเพื่อทำการทุ่มแล้วสัมผัสภายนอกวงกลมหรือขอบบนของไม้ขวาง หรือขอบบนไม้ขวางหรือขอบบนของวงกลม
จะต้องวางอุปกรณ์ไว้ด้านนอกหรือภายในวงกลมแล้วเดินออกด้านหลัง
ห้ามใช้ผ้ายางพันนิ้ว มือ 2 นิ้วหรือมากกว่าเข้าด้วยกันยกเว้นบาดเจ็บ
ห้ามสวมถุงมือและสามารถใช้สารทามือได้
สามารถคาดสายเข็มขัดหนังหรืออุปกรณ์อื่นที่จำเป็นว่าเหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ของกระดูกได้
ห้ามฉีดสเปรย์หรือสารบางอย่างในวงกลมหรือรองเท้า
ลูกน้ำหนักต้องอยู่ภายในเส้นรัศมี และต้องไม่ออกจากวงกลมจนกว่าลูกทุ่มน้ำหนักจะตกถึงพื้น
กติกาการขว้างจักร
จักรจะต้องตกภายในเส้นรัศมี
ห้ามออกนอกวงกลมจนกว่าจักรจะตกถึงพื้นครั้งแรกสมบูรณ์แล้ว
ต้องไม่ฉีดสเปรย์หรือสารบางอย่างในวงกลมหรือรองเท้า
ห้ามใช้ผ้ายางพันนิ้ว มือ 2 นิ้วหรือมากกว่าเข้าด้วยกันยกเว้นบาดเจ็บ
สามารถคาดสายเข็มขัดหนังหรืออุปกรณ์อื่นที่จำเป็นว่าเหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ของกระดูกได้
จักรที่ขว้างออกไปแล้ว ห้ามขว้างกลับมาให้ถือกลับมาที่วงกลม
ห้ามออกนอกวงกลมจนกว่าจักรถึงเส้น
กติกาการขว้างฆ้อน
ฝึกซ้อมได้ไม่เกิน 2ครั้ง
การขว้างเริ่มจากในวงกลม
เมื่อเหวี่ยงสัมผัสพื้นดิน หรือขอบของวงกลมจะไม่ถือว่าฟาล์ว แต่ถ้าหลังจากสัมผัสพื้นดินหรือ ขอบเหล็กแล้วเขาหยุดการหมุนจะถือว่าฟาล์ว
เมื่อเข้าไปในวงกลมห้ามสัมผัสพื้นดินนอกหรือขอบวงกลมจะถือว่าฟาล์ว
ถ้าเกิดหลุดหรือขาดกลางอากาศไม่ถือว่าฟาล์ว และถ้าเสียหลักจนเกิดการฟาล์ว การประลองครั้งนั้นไม่นับเช่นกัน
ตัวฆ้อนต้องตกภายในรัศมี
ห้ามออกนอกวงกลมจนกว่าฆ้อนจะตกถึงพื้น
อุปกรณ์ที่ขว้างไปแล้วห้ามขว้างกลับให้ถือกลับมา
กติการพุ่งแหลน
ต้องจับตรงที่จับ การพุ่งจะต้องพุ่งออกไปเหนือไหล่หรือเหนือแขนท่อนบน ห้ามใช้วิธีเหวี่ยง หรือขว้าง หรือมุ่งด้วยท่าพลิกแพลงอื่น ๆ
การที่หัวแหลนที่เป็นโลหะไม่ได้ถูกพื้นก่อนส่วนอื่น ๆของแหลนถือว่าการแข่งขันไม่มีผล
ถ้าหากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือแขนขา ถูกไม้โค้งหรือเส้นที่ลากต่อจากปลาย ของส่วนโค้งถือว่าการแข่งขันไม่ได้ผล
หากแหลนหักในระหว่างพุ่งให้ทำการแข่งขันใหม่
แหลนพุ่งแล้วห้ามพุ่งกลับ
กติกาการแข่งขันเดิน
ลักษณะการเดินที่ถูกต้อง ก่อนยกเท้าหลังจากพื้นเท้าหน้านำ ต้องสัมผัสพื้นก่อนด้วยส้นเท้า เมื่อเท้าหน้านำ สัมผัสพื้นแล้วต้องตึงชั่วขณะจนกว่าจะอยู่แนวตั้งฉากกับลำตัว
กติกาการแข่งขันประเภทรวม ชาย (ปัญจกรีฑา,ทศกรีฑา)
1. ปัญจกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 5 ประเภท โดยทำการแข่งขันวันเดียวดังนี้ กระโดดไกล,พุ่งแหลน,วิ่ง 200ม.,ขว้างจักรและวิ่ง 1,500 ม.
2. ทศกรีฑา 10 ประเภท จัดทำการแข่งขัน 2 วันติดต่อกัน วันแรก วิ่ง 100ม.,กระโดดไกล,ทุ่มน้ำหนัก,กระโดดสูง,วิ่ง 400 ม. วันที่สอง วิ่งข้ามรั้ว 110 ม.,ขว้างจักร,กระโดดค้ำ,พุ่งแหลน,วิ่ง 1,500 ม.
หญิง (สัตตกรีฑา) มีการแข่งขัน 5 ประเภท แข่ง 2 วันโดยมีดังนี้
วันแรก วิ่งข้ามรั้ว 100ม.,กระโดดสูง,ทุ่มน้ำหนัก,วิ่ง 800ม.
ผู้ชนะ คือ ผู้ที่สามารถทำคะแนนสูงสุดในการแข่งขัน ถ้าไม่เข้าแข่งขันหรือไม่ทำการประลองแม้แต่ครั้งเดียวให้ถือว่าเลิกการแข่งขัน
ฝึกซ้อมได้ไม่เกิน 2ครั้ง
การขว้างเริ่มจากในวงกลม
เมื่อเหวี่ยงสัมผัสพื้นดิน หรือขอบของวงกลมจะไม่ถือว่าฟาล์ว แต่ถ้าหลังจากสัมผัสพื้นดินหรือ ขอบเหล็กแล้วเขาหยุดการหมุนจะถือว่าฟาล์ว
เมื่อเข้าไปในวงกลมห้ามสัมผัสพื้นดินนอกหรือขอบวงกลมจะถือว่าฟาล์ว
ถ้าเกิดหลุดหรือขาดกลางอากาศไม่ถือว่าฟาล์ว และถ้าเสียหลักจนเกิดการฟาล์ว การประลองครั้งนั้นไม่นับเช่นกัน
ตัวฆ้อนต้องตกภายในรัศมี
ห้ามออกนอกวงกลมจนกว่าฆ้อนจะตกถึงพื้น
อุปกรณ์ที่ขว้างไปแล้วห้ามขว้างกลับให้ถือกลับมา
กติการพุ่งแหลน
ต้องจับตรงที่จับ การพุ่งจะต้องพุ่งออกไปเหนือไหล่หรือเหนือแขนท่อนบน ห้ามใช้วิธีเหวี่ยง หรือขว้าง หรือมุ่งด้วยท่าพลิกแพลงอื่น ๆ
การที่หัวแหลนที่เป็นโลหะไม่ได้ถูกพื้นก่อนส่วนอื่น ๆของแหลนถือว่าการแข่งขันไม่มีผล
ถ้าหากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือแขนขา ถูกไม้โค้งหรือเส้นที่ลากต่อจากปลาย ของส่วนโค้งถือว่าการแข่งขันไม่ได้ผล
หากแหลนหักในระหว่างพุ่งให้ทำการแข่งขันใหม่
แหลนพุ่งแล้วห้ามพุ่งกลับ
กติกาการแข่งขันเดิน
ลักษณะการเดินที่ถูกต้อง ก่อนยกเท้าหลังจากพื้นเท้าหน้านำ ต้องสัมผัสพื้นก่อนด้วยส้นเท้า เมื่อเท้าหน้านำ สัมผัสพื้นแล้วต้องตึงชั่วขณะจนกว่าจะอยู่แนวตั้งฉากกับลำตัว
กติกาการแข่งขันประเภทรวม ชาย (ปัญจกรีฑา,ทศกรีฑา)
1. ปัญจกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 5 ประเภท โดยทำการแข่งขันวันเดียวดังนี้ กระโดดไกล,พุ่งแหลน,วิ่ง 200ม.,ขว้างจักรและวิ่ง 1,500 ม.
2. ทศกรีฑา 10 ประเภท จัดทำการแข่งขัน 2 วันติดต่อกัน วันแรก วิ่ง 100ม.,กระโดดไกล,ทุ่มน้ำหนัก,กระโดดสูง,วิ่ง 400 ม. วันที่สอง วิ่งข้ามรั้ว 110 ม.,ขว้างจักร,กระโดดค้ำ,พุ่งแหลน,วิ่ง 1,500 ม.
หญิง (สัตตกรีฑา) มีการแข่งขัน 5 ประเภท แข่ง 2 วันโดยมีดังนี้
วันแรก วิ่งข้ามรั้ว 100ม.,กระโดดสูง,ทุ่มน้ำหนัก,วิ่ง 800ม.
ผู้ชนะ คือ ผู้ที่สามารถทำคะแนนสูงสุดในการแข่งขัน ถ้าไม่เข้าแข่งขันหรือไม่ทำการประลองแม้แต่ครั้งเดียวให้ถือว่าเลิกการแข่งขัน
|
การวิ่งระยะต่างๆ
การวิ่งระยะสั้น
|
||||||
|
เป็นการวิ่งแข่งขันระยะทาง
ตั้งแต่ 60 เมตร 80 เมตร 100 เมตร จนถึง
200 เมตร ทักษะที่สำคัญของการวิ่งระยะสั้น
|
||||||
|
คือ
การออกสตาร์ท การวิ่ง และการเข้าเส้นชัย ส่วนข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นก็คือ
|
||||||
|
1. ที่ยันเท้าเพื่อออกสตาร์ทนั้นอยู่ห่างจากเส้นเริ่มมากเกินไปหรือชิดเส้นเริ่มมากเกินไปทำให้ไม่สะดวกในการทรงตัว
|
||||||
|
2. ยกสะโพกสูงเกินไปทำให้ขาเหยียดตรง
ไม่มีแรงถีบส่งและถ้าต่ำเกินไปก็ออกแรงไม่ถนัด
|
||||||
|
3. น้ำหนักตัวโล้ไปข้างหน้ามากเกินไป ทำให้เสียการทรงตัว
และถ้าน้ำหนักอยู่หลังเกินไปจะทำให้เสียเปรียบในการออก
|
||||||
|
แรงเคลื่อนตัวผ่านไปข้างหน้าเส้นเริ่ม
|
||||||
|
4. การหายใจไม่ถูกต้องก่อนการเริ่มออกวิ่งและในขณะวิ่ง
นักกีฬาต้องรู้และมีประสบการณ์ด้วยตนเองว่าควรหายใจ
|
||||||
|
ด้วยวิธีใดจึงจะให้เกิดผลดีที่สุด
และมีอากาศเพียงพอตลอดระยะทางการวิ่ง
|
||||||
|
การวิ่งระยะกลาง
|
||||||
|
เป็นการวิ่งระยะ
400 เมตร และ 800 เมตร การวิ่งระยะกลาง
ต้องอาศัยฝีเท้าการวิ่งแบบระยะสั้น ใช้ความเร็วและความ
|
||||||
|
ทนทานแบบการวิ่งระยะไกล
นักกีฬาวิ่งระยะสั้นจึงสามารถเปลี่ยนมาวิ่งระยะกลางได้ไม่ยาก เพียงแต่ฝึกความทนทานให้มากขึ้น
|
||||||
|
และเช่นเดียวกัน
นักกีฬาวิ่งระยะไกลก็สามารถเปลี่ยนมาวิ่งระยะกลางได้โดยฝึกความเร็วเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือ นักกีฬา
|
||||||
|
ระยะกลางต้องรู้ว่าตนเองต้องใช้กำลังอย่างไรตลอดระยะทางการวิ่ง
จังหวะการก้าวขา ความสัมพันธ์ของการแกว่งแขนและการก้าว-
|
||||||
|
เท้า
รู้จักผ่อนกำลังเมื่อวิ่งเลย 200
เมตรไปแล้วในการวิ่ง 400 เมตร
และผ่อนกำลังเมื่อเลย 400 เมตรในการวิ่ง 800 เมตรเมื่อวิ่งไป
|
||||||
|
ได้ 20-25 % ของระยะทางทั้งหมดให้เริ่มวิ่งเต็มฝีเท้าจนถึงเส้นชัย
การวิ่งขึ้นหน้าคู่ต่อสู้ให้วิ่งขึ้นทางขวาของคู่แข่งและอย่าให้
|
||||||
|
ถูกคุมจากนักกีฬาคนอื่นจนวิ่งขึ้นหน้าไม่ได้
ไม่จำเป็นอย่าเร่งขึ้นหน้าตรงทางโค้ง ให้รู้ความสามารถของตนเองไม่ควรวิ่งเร็วไป
|
||||||
|
พร้อมกับนักกีฬาคนอื่น
ๆ และไม่ควรปล่อยให้คู่แข่งนำหน้าเกิน 6-7
เมตรในการวิ่ง 400 เมตร และไม่เกิน 12-15
เมตร ในการวิ่ง 800 เมตร
|
||||||
|
การวิ่งระยะไกล
|
||||||
|
เป็นการวิ่งระยะทางตั้งแต่
1,500 เมตรขึ้นไป ลักษณะของนักกีฬาวิ่งระยะไกล
มีรูปร่างค่อนข้างสูง น้ำหนักปานกลาง
|
||||||
|
กล้ามเนื้อหัวใจมีความแข็งแรง
สิ่งสำคัญในการวิ่งระยะไกลคือ จังหวะในการวิ่ง
จังหวะในการก้าวขาและการแกว่งแขนที่จะใช้กำลัง
|
||||||
|
ให้น้อยที่สุด
การก้าววิ่งเต็มฝีเท้าช่วงก้าวยาวสม่ำเสมอรักษาช่วงก้าว ให้เท้าสัมผัสพื้นในลักษณะลงด้วยปลายเท้าผ่อนลงสู่ส้นเท้า
|
||||||
|
ลำตัวตั้งมากกว่าการวิ่งระยะอื่น ไม่ปล่อยให้คู่แข่งวิ่งนำหน้ามากกว่า
25-30 เมตร ในการวิ่ง 1,500 เมตร และไม่มากกว่า 40-50
|
||||||
|
เมตรในการวิ่ง
3,000 เมตร
|
||||||







